พระมหากรุณาธิคุณทรงเมตตา

นับเป็นสายพระเนตรอัจฉริยะอันกว้างไกล พระสติปัญญา และพระปรีชาสามารถทางวิทยาศาสตร์อันเป็นเลิศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ที่ทรงเล็งเห็นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 ว่าภัยแล้งก่อให้เกิดการขาดแคลนทรัพยากรน้ำ สร้างความเดือดร้อนเสียหายให้แก่ชีวิต และทรัพย์สินของราษฎร โดยเฉพาะเกษตรกร ผู้ยากไร้ในท้องถิ่นทุกรกันดารที่ห่างไกล สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศโดยรวม ทรงคาดหมายว่าวิกฤติการณ์อันเนื่องจากภัยแล้งจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคตอันเนื่องมาจากการขยายตัวของประชากรทั้งในเมืองและชนบท ทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ความคลาดเคลื่อนผันแปรของสภาพอากาศและฤดูกาลตามธรรมชาติ และการแปรเปลี่ยนของสภาพสิ่งแวดล้อม เช่น การตัดไม้ทำลายป่า เป็นต้น ก่อให้เกิดแนวพระราชดำริที่ทรงเชื่อมั่นว่า น่าจะมีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่จะดัดแปรสภาพอากาศให้เมฆที่ลอยกระจัดกระจายอยู่ในท้องฟ้ารวมตัวเกิดเป็นฝนตกลงมาสู่พื้นที่แห้งแล้งได้ สายพระเนตรอัจฉริยะอันกว้างไกลดังกล่าวปรากฏเป็นจริงตามที่ทรงคาดหมายไว้ อย่างแม่นยำตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

จากการที่ทรงมุ่งมั่นที่จะทรงขจัดความยากจนซ้ำซากให้แก่เกษตรกรอันเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ นับแต่การเริ่มต้นปฏิบัติการค้นคว้าทดลองจริงในท้องฟ้าเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 19-20 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 เป็นต้นมา ทรงประสบความสำเร็จในการประดิษฐ์คิดค้นจนเกิดเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีฝนหลวงพระราชทานให้เป็นหลักการและกระบวนการขั้นตอนกรรมวิธีและเทคนิคการดัดแปรสภาพอากาศให้เกิดฝน ในการปฏิบัติการฝนหลวงป้องกันหรือแก้ไขปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรน้ำอันเนื่องจากภัยแล้งได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้นเพียง 5 ปี ใน พ.ศ. 2516 แต่มิได้ทรงหยุดยั้งเพียงนั้น ยังทรงพัฒนาเทคนิคเพื่อให้การประยุกต์เทคโนโลยีสัมฤทธิ์ผลยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดมา จนถึงปัจจุบันฝนหลวงมีวิวัฒนาการมาอย่างยาวนานถึง 52 ปี ในปี พ.ศ. 2550 ปัจจุบันนี้สามารถสรุปเป็นคำนิยามฝนหลวงได้ดังนี้