พระมหากรุณาธิคุณทรงเมตตา

มิเพียงแต่ทรงเกิดประกายความคิดขึ้นมาเท่านั้น แต่ทรงขยายผลเพื่อให้เกิดความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ทันทีที่เสด็จกลับจากการเสด็จเยือนภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้ง 15 จังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อวันที่ 2-20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2498 มาถึงกรุงเทพมหานคร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ซึ่งเป็นวิศวกรประดิษฐ์ควายเหล็ก ที่มีชื่อเสียงเข้าเฝ้าฯ และพระราชทานแนวความคิดนั้นแก่ ม.ร.ว. เทพฤทธิ์ เทวกุล ซึ่งได้กราบบังคมทูลสัญญาว่าจะศึกษาปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว

ระหว่างรอการเตรียมการเพื่อให้เกิดลู่ทางและความเป็นไปได้ให้มีความพร้อมและสามารถเริ่มต้นลงมือทำการค้นคว้าทดลอง ประดิษฐ์คิดค้น และปฏิบัติการทดลองจริงในท้องฟ้า มิได้ทรงปล่อยเวลาให้ลวงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ ทรงทบทวนและวิเคราะห์วิจัยเอกสารตำราด้านวิชาการ เช่น อุตินิยมวิทยา วิทยาศาสตร์บรรยากาศ เอกสารรายงานการวิจัย ค้นคว้าทดลอง และกรณีศึกษาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดัดแปรสภาพอากาศ ซึ่งในสมัยนั้นเอกสารเหล่านั้นยังมีน้อยและหาได้ยาก ส่วนใหญ่เป็นเอกสารที่ได้จากของประเทศในแถบถิ่นที่มีภูมิอากาศอยู่ในเขตหนาว รวมทั้งทรงวิเคราะห์ข้อมูลและข้อสังเกต ที่ทรงบันทึกไว้ในระหว่างการเสด็จเยือนแต่ละท้องถิ่นของแต่ละภาคของประเทศ เช่น สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม ฤดูกาล ซึ่งทรงเห็นว่ามีอิทธิพลต่อการเกิดสภาวะแห้งแล้ง และต่อความพยายามในการดัดแปรสภาพอากาศให้เกิดฝนได้อย่างสัมฤทธิ์ผล รวมทั้งสภาพปัญหาความทุกข์ยาก ความเดือดร้อนเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของราษฎรอันเนื่องจากภัยแล้ง จนทรงสามารถตั้งเป็นข้อสมมติฐานที่ทรงคาดหมายหวังผลไว้อย่างมีเป้าหมายที่ชัดเจน พร้อมที่จะเริ่มต้นให้มีการค้นคว้าทดลอง และทรงมั่นพระทัยว่าจะสัมฤทธิ์ในการค้นคว้าทดลองและการประดิษฐ์คิดค้นตามที่ทรงคาดหวังไว้ในข้อสมมติฐาน

พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ฯพณฯ องคมนตรี มล. เดช สนิทวงศ์ อัญเชิญเอกสารที่ทรงศึกษาทบทวนแล้วดังกล่าวข้างต้น มาพระราชทานแด่ ม.ร.ว. เทพฤทธิ์ เทวกุล ได้ศึกษาทบทวนและทำความเข้าใจกับเอกสารพระราชทานเหล่านั้นควบคู่ไปด้วย ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจจริง ม.ร.ว. เทพฤทธิ์ เทวกุล ถึงกับไปสมัครฝึกบินกับศูนย์ฝึกบินพลเรือนจนจบหลักสูตรเป็นนักบิน

หลายปีต่อมา ม.ร.ว. เทพฤทธิ์ เทวกุล ได้กลับมากราบบังคมทูลพร้อมกับความคิดเริ่มแรก และความเป็นไปได้ที่จะเริ่มต้นการค้นคว้าทดลอง การประดิษฐ์คิดค้น และการปฏิบัติการค้นคว้าทดลองจริงในท้องฟ้า โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งมี ดร.แสวง กุลทองคำ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และม.จ. จักรพันธุ์ เพ็ญศิริจักรพันธ์ อธิบดีกรมการข้าวในขณะนั้นรับใส่เกล้าฯ สนองพระราชประสงค์ การปฏิบัติการทดลองจริงในท้องฟ้าจึงเริ่มต้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 19-20 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 ณ สนามบินหนองตะกู วนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อำเภอปากช่องเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา

ในพระราชบันทึก Rainmaking Story พระราชทาน แม้จะทรงบันทึกเหตุการณ์สำคัญไว้อย่างย่นย่อ แต่เป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่าทรงเป็นพระผู้บุกเบิก ในการค้นคว้าทดลอง การประดิษฐ์คิดค้นและการปฏิบัติการค้นคว้าทดลองจริงในท้องฟ้า การพัฒนาขั้นตอนกรรมวิธีด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้ก้าวหน้าและสัมฤทธิ์ผลตามข้อสมมติฐานที่ทรงกำหนดและคาดหวังผลเอาไว้ ทรงมั่นพระทัยว่าหลักการเหล่านั้นเป็นสิ่งถูกต้องว่า ฝนเกิดขึ้นจากความชื้น และอุณหภูมิ และปัจจัยอื่นคือความเร็ว และทิศทางลม เมฆฟิสิกส์ (Cloud Physics) แม้จะต้องมีการศึกษามากขึ้นแต่หลักการยังคงเดิมทรงแสดงให้เห็นว่า การค้นคว้าทดลอง การประดิษฐ์คิดค้น การพัฒนาสารฝนหลวง และการพัฒนาเทคโนโลยี ต้องกระทำควบคู่ไปกับการปฏิบัติการหวังผล

โดยทรงบัญชาการและพระราชทานแผนการดำเนินการ รวมทั้งข้อแนะนำทางเทคนิค จากศูนย์อำนวยการที่ทรงตั้งขึ้นในพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต โดยมี ม.ร.ว. เทพฤทธิ์ เทวกุล เป็นผู้สนองพระราชประสงค์ และอำนวยการปฏิบัติการค้นคว้าทดลองในภาคสนามมาแต่เริ่มแรก และเมื่อทรงมีพระบรมราชวโรกาสมักจะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงร่วมในการปฎิบัติการทดลองในภาคสนาม ทรงติดตามและสังเกตการณ์ผลสัมฤทธิ์ตามข้อสมมติฐานที่ทรงกำหนดไว้ในแผนปฏิบัติการค้นคว้าทดลองด้วยพระองค์เอง

ดังจะเห็นได้จากที่ทรงบันทึกถึงการทดลองใช้แคลเซียมคลอไรด์ใกล้กับบรบือ จังหวัดมหาสารคาม หลังจากการก่อเมฆด้วยผงเกลือทะเล เมื่อสารแคลเซี่ยมคลอไรด์ถูกใส่เข้าไปในเมฆ เมฆนั้นจะก่อยอดถึงระดับที่สูงขึ้นคล้ายรูปดอกเห็ดของระเบิดปรมาณู ผลคือฝนตกวัดได้ 40 มม. แม้ว่าเมฆไม่ได้ก่อยอดสูงขึ้นคล้ายต้อนดอกเห็ดแต่คล้ายต้นคริสต์มาส เป็นต้น

พระราชบันทึกดังกล่าว ยังเป็นเครื่องยืนยันว่าในช่วงเริ่มต้นบุกเบิกในระยะเริ่มแรกของโครงการทรงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดข้อสมมติฐานที่คาดหวังผลที่แน่นอน และชัดเจนในการวางแผนปฏิบัติการค้นคว้าทดลอง การเริ่มต้นการค้นคว้าทดลอง การประดิษฐ์คิดค้น การพัฒนาเทคโนโลยี การประยุกต์เทคโนโลยี การพัฒนาเทคนิคเพื่อให้การประยุกต์เทคโนโลยีสัมฤทธิ์ผลยิ่งขึ้น และการประยุกต์เทคโนโลยีในกิจกรรมการดัดแปรสภาพอากาศอื่นๆ โดยทรงบัญชาการและพระราชทานแผนการดำเนินการทั้งในท้องฟ้าและภาคพื้นดินประจำวันจากศูนย์อำนวยการที่ทรงตั้งขึ้นในพระตำหนักจิตรลดา พระราชวังดุสิต โดยทรงเป็นองค์อำนวยการศูนย์ และโปรดเกล้าฯ ให้ ม.ร.ว. เทพฤทธิ์ เทวกุล เป็นผู้บัญชาการปฏิบัติการในภาคสนามสนองพระประสงค์ และเมื่อทรงมีบรมราชวโรกาสมักจะเสด็จมาทรงร่วมในการวางแผนปฏิบัติการค้นคว้าทดลอง และสังเกตการณ์ผลสัมฤทธิ์ตามข้อสมมติฐานหวังผลที่ทรงคาดหวังไว้ด้วยพระองค์เอง ดังเช่นกรณีที่ทรงบันทึกไว้ว่า กิจกรรมอื่นที่ใช้เทคนิคการทำฝน เช่น การทำลายเมฆสำหรับสนามบิน ซึ่งกลายมาเป็นการศึกษาถึงประโยชน์ของการใช้ แคลเซี่ยมคลอไรด์และน้ำแข็งแห้ง ครั้งแรกที่ถูกใช้เมื่อเสด็จพระราชดำเนินด้วยเฮลิคอปเตอร์ไปอำเภอบ้านโป่ง เพื่อพิธีการทางศาสนา ในการเสด็จพระราชดำเนินกลับ เมฆจำนวนมากมีท่าที่ว่าจะขัดขวางการบิน ม.ร.ว. เทพฤทธิ์ เทวกุล จึงบินนำด้วยเครื่องบินปีก ตามเส้นทางบินเสด็จพระราชดำเนินกลับ และโปรยแคลเซียมคลอไรด์ตลอดทางจนถึงพระตำหนักจิตรลดา พระราชวังดุสิต ผลก็คือ เมฆเหล่านั้นแยกออกเป็นทางโล่งทั้งสองด้านของเมฆที่แยกออกมองดูคล้ากำแพงยักษ์สองข้าง เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึง พระตำหนักจิตรลดา กำแพงทั้งสองเริ่มปิดเข้าหากันและมีกระแสลมแรง ทำให้เฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งเกือบบินกลับฐานที่ตั้งไม่ได้ และไม่ช้าก็เกิดฝนตกหนักมาก ดังนั้น แม้ว่าประสบการณ์ดังกล่าวจะประสบความสำเร็จในการทำลายเมฆแต่ขณะเดียวกัน เป็นความสำเร็จในการทำฝนด้วย

พระราชบันทึก THE RAINMAKING STORY เป็นสิ่งยืนยันอย่างแน่ชัดว่า ฝนหลวงก่อกำเนิดจากพระราชประสงค์โดยแท้ แตกต่างจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอื่นๆ เพราะมิเพียงแต่ทรงเกิดประกายความคิดซึ่งเป็นที่มาของจุดเริ่มต้นโครงการฝนหลวงขึ้นมาเท่านั้น ยังทรงขยายผลและทรงลงมือด้วยพระองค์เอง ตั้งแต่การกำหนดข้อสมมติฐานหวังผล การค้นคว้าทดลอง การประดิษฐ์คิดค้น และทรงบัญชาการ และวางแผนปฏิบัติการค้นคว้าทดลองในท้องฟ้าอย่างต่อเนื่องจนทรงสามารถสรุปเป็นนวัตกรรมการดัดแปรสภาพอากาศให้เกิดฝนจากเมฆอุ่น พระราชทานให้ใช้เป็นเทคโนโลยีฝนหลวงในการปฏิบัติการฝนหลวงหวังผลได้อย่างสัมฤทธิ์ผลในระยะเวลาอันสั้นเพียง 5 ปี ในปี พ.ศ. 2516 แต่มิได้ทรงหยุดยั้งอยู่เพียงนั้น ยังทรงติดตามผลและพัฒนาเทคนิคในการประยุกต์เทคโนโลยีฝนหลวงให้สัมฤทธิ์ผลยิ่งขึ้น รวมทั้งทรงเอาพระทัยใส่พระราชทานข้อแนะนำทางเทคนิคอย่างต่อเนื่องตลอดมาอย่างยาวนานตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน จนการดัดแปรสภาพอากาศให้เกิดฝน โดยเทคโนโลยีฝนหลวงบรรลุสัมฤทธิ์ตามพระราชประสงค์และพระราชปฏินิธาน จนทรงได้รับการจดทะเบียนสิทธิบัตร “การดัดแปรสภาพอากาศให้เกิดฝน” ในพระปรมาภิไธย จากสำนักสิทธิบัตรกรมทรัพย์สินทางปัญญาแห่งประเทศไทยในปี พ.ศ. 2545 และ WEATHER MODIFICATION BY ROYAL RAINMAING TECHNOLOGY จากสำนักงานสิทธิบัตรแห่งสหภาพยุโรปในปี พ.ศ. 2548 แล้ว และสำนักสิทธิบัตรแห่งเขตปกครองพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีนในปีเดียวกัน ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นดำเนินการขอจดทะเบียนสิทธิบัตรจากประเทศอื่นๆ ที่สมควร เช่น สำนักสิทธิบัตรแห่งสหรัฐอเมริกา อาจกล่าวได้ว่า “สิทธิบัตรการดับแปรสภาพอากาศโดยเทคโนโลยีฝนหลวง” เป็นนวัตกรรมที่เป็นสิ่งประดิษฐ์คิดค้นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นของคนไทย และประเทศไทย จึงเป็นที่ปลื้มปีติยินดี ภาคภูมิใจ และเป็นเกียรติยศของปวงชนชาวไทย ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกและพระองค์เดียวในโลกที่ทรงได้รับสิทธิบัตรดังกล่าว